3 เทคนิค กำกับใจให้ “คิดบวก”

1. แยกสิ่งที่มโน ออกจาก ข้อเท็จจริง

คนเรามักคิดว่าสิ่งนั้นใช่เพราะ “ฉันคิดว่าใช่!”
ตัวอย่างเช่น มีคนมองหน้า
ข้อเท็จจริงคือ มีคนมองหน้าเรา จบค่ะ^^
แต่ที่เราคิดเองคือ
1. ไม่ชอบชั้นเเน่เลยอ้ะ
2. หน้าชั้นมีอะไรผิดปกติแน่เลย
3. วันนี้ชั้นมีอะไรแปลกป่าวหว่า ซิปรูดแล้วเนอะ
4. ไอคนนี้นี่ไม่มีมารยาทเลย มองจริ๊งงงง
5. ชั้นเคยไปทำอะไรนางไว้ป่าวเนี่ย โดนเอาคืนป้ะเนี่ยยยย เหยยยย!!

นั่น! ขยี้เข้าไปค่ะ คิดลบอีรุงตุงนังไปหมด เพราะคิดไม่หยุด ฉุดไม่อยู่จริงๆ

ที่เป็นอย่างนี้ อย่าเพิ่งโทษตัวเองว่า ทำไมชั้นคิดแย่จังเนี่ย (ลบหนักเข้าไปอีกหมัด555)
จะบอกว่า ที่สมองเราเค้าเป็นอย่างนี้เพราะรักเราค่ะ เค้าเลยมักพาเราระวังตัวไงล่ะคะ
พยายามคุ้มกันเราสารพัดตามธรรมชาติปกติของหน้าที่สมอง

ผลดีก็คือ เราจะได้ปกป้องตัวเองจากอันตรายได้
แต่ผลร้ายก็คือ เราจะเครียด และถ้าทำบ่อยๆ ก็จะกลายเป็นนิสัย
ทำบ่อยแบบไม่ยั้งใจ ก็จะคิดลบไปเรื่อยๆจนพูดอะไรออกมาก็ลบไปหมด
พลอยทำให้ขาดเสน่ห์ที่ควรจะมีไปอย่างน่าเสียดายเลยเทียวค่ะ

ดังนั้น กำกับใจนะคะ
ฝึกให้เรา คิดแค่ที่เห็นเป็นจริง เราจะไม่หมกมุ่นกับทุกสิ่ง
เห็นอะไรเเค่ไหนก็แค่นั้น จบปิ๊งสวยงามค่ะ

2. รู้จักคำว่า “อื่นๆอีกมากมาย”

สืบเนื่องจากข้างต้น จะเห็นว่าครูเปิ้ลยกตัวอย่างคิดลบๆจากสถานการณ์มองหน้าได้เยอะเเยะเลย

ครานี่เรามาย้อนรอยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันบ้าง
ลองฝึกดูว่า ถ้าเราไม่คิดลบล่ะคะ
แล้วเราจะคิดเป็นอย่างอื่นอะไรได้บ้างน้าาา

ตัวอย่างเช่น มีคนมองหน้า
ข้อเท็จจริงคือ มีคนมองหน้าเรา จบค่ะ^^
แต่ “อื่นๆอีกมากมาย” คือ….

1. เค้ามองเราเพราะเรา สะดุดตา
2. เราอาจจะดูโดดเด่น
3. เราอาจจะหน้าคุ้นๆ คล้ายเพื่อน หรือคนรู้จักของเค้า
4. เค้าสนใจอะไรบางอย่างในตัวเรา
5. เค้าเเค่หันมาแล้วจังหวะที่มองมันสบตาเราพอดี ไม่มีอะไรเล้ยย
6. ก็เราเองนั่นเเหละที่มองเค้าแล้วคิด เค้าเองก็อาจจะสัมผัสได้ว่า เรามองเค้าเเล้วคิดอะไร ทำไม เลยมองตาเเช่กันอยู่อย่างนั้น

นั่น!! เหตุผลอื่นๆอีกมากมาย 6 ข้อ
เเซงเหตุผลคิดลบจากข้างต้นไปแล้วค่ะ

เทคนิคนี้ ไม่ได้สอนให้คิดดีอย่างเดียวนะคะ
แต่อยากให้มองได้หลายมุมมากขึ้น

คนเศร้า ส่วนใหญ่มองอะไรเป็นขาวจั้วะ-ดำปี๋
ไม่ดีใจหาย ก็ร้ายน่ากลัว
ไม่บวกเวอร์ ก็ลบสุดฤทธิ์

ถ้าเราฝึกมองเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ให้เป็นเฉดสีเทาๆ
อาจจะไม่ขาวสะอาด
แต่ก็มีหลายเฉดเทาๆให้เลือกคิดได้
คิดไปคิดมา คนมองหน้าเรา มีคำตอบ เหตุผลอื่นๆอีกมากมายหลายหลากมุมจิตาย

อย่าเพิ่งตีโพยตีพายว่าร้ายซะทีเดียวสิจ๊ะ^^

3. ฝึกคิดเชิงบวกทันทีที่มีเรื่องเเย่เกิดขึ้น

วิธีนี้จะ”ดึงสติ”เราให้เร็วโลด เป็นลิงปีต้นตาลเลยค่ะ
สมมติว่ามีคนมองหน้า
เราเผลอคิดลบว่า
“เหย! ชั้นมีอะไรประหลาดเปล่าเค้าเลยมองชั้นงี้!?!”

ขณะที่กำลังจะนอยด์ ชนิดลงไปขยี้อารมณ์
ก็ “ดึงสติ”กลับคืนมาคิดเรื่องดีๆที่เกิดวันนี้เลย #รัวๆ ค่ะ

เรื่องดีๆในวันนี้คือ แทนเเท้นนน!!
1. วันนี้เพิ่งได้รับคำชมจากเพื่อนว่า เสื้อสวย แค่นี้ก็ดีใจเเระ
2. เมื่อกี๊กินข้าวเที่ยง อร่อยๆ ดีจริงวันนี้ไม่ต้องทนหิวแสบไส้ เเบบวันก่อน
3. วันนี้ฝนไม่ตก โชคดีที่ตากผ้าได้สบายใจเฉิบ

ยิงรัวๆไปสามเรื่อง สมองเราจะหลั่งสารความสุข
แล้วเราก็หลุดโฟกัสจากเรื่องลบไปแล้วล่ะค่ะ

พอสติมา ปัญญาก็มี

เราจะหลุดจากห้วงนอยด์ได้ เราก็จะเปิดปัญญาแยกแยะเรื่องจริงกับเรื่องมโนได้ง่ายขึ้น
เมื่อย้อนกลับไปมองว่า ที่เรามโนเผลอคิดลบว่า เหย! ชั้นมีอะไรประหลาดเปล่าเค้าเลยมองชั้นงี้!?!
เราก็จะเริ่มเกิดไอเดีย “อื่นๆอีกมากมาย” จนได้คำตอบว่า

อื่นๆอีกมากมากมาย มากมาย มากมาย ที่ไม่รู้
อาจจะจริงเราเห็นอยู่
เผื่อใจไว้ที่ยังไม่เห็นนะคะ (แหม่มาเป็นเพลงวงเฉลียงเลย)

สุดท้าย เราต้องฝึกค่ะ
มนุษย์เรา ลงต่ำ ลงพงหญ้า ตกเหวได้ง่าย เพราะมันทำง่าย
จะฝึกให้งอกงาม งอกเงยมันต้องขัดเกลา ฝืน ฝึกฝน จนทำได้
แต่ผลลัพธ์จากการฝึกผ่าน มันช่างหอมหวานคุ้มค่าเกินกว่าจะบรรยายได้ในสามวันสามคืนนะคะ

แล้วเราจะคิดลบให้เศร้า ทำร้ายตัวเองทำไมคะ
เราทุกคนมีสิทธิ์เสมอภาคกันที่จะมีความสุขล้นใจเท่าไหร่ก็ได้
กำกับใจให้คิดบวกกันเถอะค่ะ

#Minddirector

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *